ภาษาไทย ใครทำเสื่อม : อิศเรศ ทองปัสโณว์
posted on 23 Nov 2009 12:42 by dattebayo
ภาษาไทย ใครทำเสื่อม
บทความโดย: คุณอิศเรศ ทองปัสโณว์ ผู้แปลการ์ตูนดังหลายเรื่องของค่ายNED (Naruto, Bleach, Bakuman etc.)
ถ้า ถามพวกยามภาษาที่แอ็คทีฟอยู่ ต่างก็จะชี้มือมาที่จุดเดียวกันว่า "การ์ตูน" โดยเฉพาะการ์ตูนหลายเรื่องที่ผู้เขียนแปล คงจะเป็นจำเลยในลำดับต้นๆ และ "สแลง" เป็นจำเลยอีกหนึ่ง ผู้เขียนเคยได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินการ์ตูนเด็กให้กับหน่วยงานราชการ งานหนึ่ง เคยเห็นการ์ตูนเด็กเรื่องหนึ่งที่เขียน "ดี" โดนปรับให้ตกชั้นเพียงเพราะใช้คำว่า "มาแว้ว!" ในบทสนทนา ...และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเชิญเราอีกเลย เพราะดันไปเถียงกรรมการรุ่นใหญ่เข้า...กำ (ที่เค้าบอกว่าเราอีโก้แรง ท่าจะจริงแฮะ 5 5 5)
แต่ช้าก่อน! ลองคิดนิดหนึ่งดีไหมว่าใน 1 สัปดาห์ เราให้เด็กของเราจมอยู่กับหนังสือเรียนและ "ภาษาไทยมาตรฐาน" ทั้งเวลาในห้องเรียน ทบทวนทำการบ้าน เรียนพิเศษ วันละร่วม 10-12 ชั่วโมง รวมสัปดาห์หนึ่งก็ปาเข้าไปร่วม 60 ชั่วโมง แต่เด็กมีเวลาอ่านการ์ตูนแค่สัปดาห์ละไม่ถึง 3-4 ชั่วโมง แต่ภาษาไทยของเด็กกลับ"เสื่อม" การ์ตูนมีอิทธิพลขนาดนั้นเชียวหรือ...ก็น่าคิดนะ?
ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นของผู้เขียนจึงได้เก็บสะสมแบบเรียนเก่าๆ และเคยตามไปถึงห้องสมุดกรมวิชาการเพื่อถ่ายภาพแบบเรียนเก่าๆออกมา ว่างๆก็ไปนั่งสนทนากับพ่อแม่ที่เคยเป็นอดีตครูประถม และพี่สาวพี่ชายที่ยังเป็นครูภาษาไทยอยู่ในปัจจุบันเพื่อเก็บข้อมูล...
ความลักลั่น (ย้อนแย้ง ?) ของการศึกษาภาษาไทย
" ปู่ปลีก...จบชั้นป.4 เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดดอนรุ่ง..." พ่อเล่าให้ผู้เขียนฟัง และยังสาธยายชื่อครูประชาบาลอีกหลายท่านที่จบป.3 ~ ม.3 ซึ่งผู้เขียนจำไม่หวาดไม่ไหว
น่าแปลกที่คนรุ่นเก่าๆ จบชั้นการศึกษาไม่สูงนักก็เป็นครูได้และหลายๆท่านก็ใช้ภาษาไทยกันได้เก่งกาจ เป็นนักเขียน นักกลอนที่แต่งบทกวี นิราศ เขียนบทความ แต่งบทลิเก หนังตะลุง เพลงบอก กลอนลำ กันได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เด็กปัจจุบันจบปริญญาตรี แต่เขียนหนังสือผิดกันเป็นว่าเล่น...
แบบเรียนเก่าเขาเรียนกันอย่างไร
หาก ไปจับแบบเรียนรุ่นแรกๆของไทยอย่างพวกจินดามณี ประถมก.กา ประถมมาลา การสอนภาษาไทยในยุคโน้น จะใช้วิธีฝึกการผสมสระ วรรณยุกต์ โดยแยกตามตัวสะกดเป็นแม่กก แม่กบ แม่กด แม่กม แม่เกย แม่เกอว ฯลฯ หลังจากท่องจำตัวพยัญชนะได้แล้ว เด็กก็จะหัดท่องผสมสระและวรรณยุกต์ออกเสียงจนคล่องแคล่ว และมีบทกลอนประกอบเพื่อให้ท่องจำได้ง่าย อาทิ เช่น
ทีนี้จะว่ากก มีชื่อนกกระจอกเล็ก
ว่าให้ถูกลูกเด็กๆ อย่าโอยกเอยกอุษ่าห์นึก
(แม่กก)
ในขั้นสูงขึ้นมาก็จะเป็นการเรียนราชาศัพท์ เรียนการแต่งกลอนแบบพลิกแพลงที่เรียกว่า "กลบท" อาทิ
เจ็บคำจำคิดจิตขวย หลงเชยเลยชมลมชวย ดูรวยด้วยรวนด่วนร้าว
(กลบทกบเต้น)
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรุ่นเก่า เรียนจบบทเรียนแล้วจะกลายเป็นนักกลอนฝีปากเอกกันแทบจะทุกคน...
แบบเรียนยุคกลาง
หลัง จากที่มีการปฏิรูปการศึกษาแผนใหม่ในยุค ร.5 ก็มีการสร้างแบบเรียนรุ่นใหม่ๆขึ้นมาโดยอาศัยแบบเรียนเก่าเป็นเค้าโครง ลดส่วนที่เป็นบทกลอนลง เพิ่มส่วนที่เป็นร้อยแก้วเข้าไป แต่ยังคงส่วนที่ฝึก "แจกลูก" การผันสระและวรรณยุกต์ไว้ มีแบบเรียนที่ได้รับความนิยมและใช้กันมานานตั้งแต่รุ่นพ่อของผู้เขียนจนมา ถึงรุ่นผู้เขียนเองอย่างเช่น
- ดรุณศึกษา – เขียนโดยบาดหลวงฟ. ฮีแลร์ นิยมใช้ในโรงเรียนคริสต์ (เป็นฝรั่งแต่แต่งแบบเรียนภาษาไทยสอนคนไทยได้ เจ๋งโคตร) แม้จะอายุร่วมร้อยปี แต่แบบเรียนนี้ยังพิมพ์จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช แสดงถึงคุณภาพที่ยืนยง
- แบบหัดอ่านหนังสือไทย เล่มต้น เล่มกลาง เล่มปลาย – โดยอำมาตย์โทพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวช) หรือรู้จักกันในชื่อ "พ่อหลีพี่หนูหล่อ พ่อเขาชื่อหมอหลำ..." แบบเรียนชุดนี้ใช้งานมายาวนานมากตั้งแต่รุ่นพ่อของผู้เขียน เพราะมีบทที่พูดถึงเรื่อง "ฉันไปดูการคล้องช้างที่อยุธยา" (สมัยร.5 หรือร.6?) แต่พอมาถึงรุ่นผู้เขียน ข้อความตรงนี้ถูกเปลี่ยนเป็น "พ่อเล่าให้ฉันฟังเรื่องไปดูคล้องช้างที่อยุธยา" แทน
ภายหลังหนังสือ เล่มนี้ถูกปรับปรุง โดยคณะทำงานที่น่าสังเกตว่าใน 10 คน มีฝรั่งถึง 3 คน และลดบทของการแจกลูกผสมคำออกไป เอาไปไว้ในเล่ม 3 แทนที่จะอยู่เล่มแรก (ซึ่งชวนงงมาก และทำให้แบบเรียนชุดนี้ "เริ่มเพี้ยน" และเลิกใช้ไปในที่สุด)
- แบบเรียนเร็วใหม่ โดยหลวงดรุณกิจวิฑูร – หรือรู้จักกันในชื่อ "ป้ากะปู่ กู้อีจู้" เป็นแบบเรียนที่เน้นการแจกลูกการผสมคำ และที่น่าสนใจก็คือในเล่ม 2 จะเน้นสอนเรื่องคำควบกล้ำด้วย
ภายหลังกรมวิชาการนำหนังสือเล่ม นี้กลับมาพิมพ์ใหม่ในยุคปัจจุบันเพื่อทดแทนเครื่องมือช่วยสอนด้านการสะกดคำ ภาษาไทยเบื้องต้นที่กำลังขาดแคลนและเป็นปัญหาอย่างรุนแรง
และหลังจาก นั้นก็เป็นยุคของหนังสือเรียนชุด "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" แบบเรียนในดวงใจของหลายๆคนในบอร์ดนี้ แต่ก็น่าสังเกตว่าแบบเรียนประถมในยุคหลังๆ ไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับ การผสมคำ สระ วรรณยุกต์ มากเท่ากับยุคต้นๆอีก
หมายเหตุ : ผู้สนใจเรื่องแบบเรียนเก่า สามารถอ่าน "แบบเรียนในดวงใจ" ของคุณ อเนก นาวิกมูล หรือไปดูปกได้ที่เว็บไซต์ http://www.bangkokbookclub.com/article.php?id=4015〈=th หรืออ่านบางเล่มแบบ E-Book ได้ที่ http://www.horhook.com/ebook/index.htm (ผู้เขียนมีหนังสืออยู่ แต่ยกสแกนเนอร์ให้ชาวบ้านไปแล้ว)
Dick and Jane กับยุคแห่งความปั่นป่วน
ในยุค
ของจอมพลป. พิบูลสงคราม (ผู้เขียนเกิดไม่ทันหรอก)
คนที่สนใจประวัติศาสตร์น่าจะจำกันได้ถึงภาสาไท เพี้ยนๆ ที่ออกมาในยุคนั้น
ที่มีการตัดพยัญชนะซ้ำๆกันออกไปหมด ทำให้ภาษาไทยมีรูปแบบพิลึกกึกกือ
อยู่ช่วงสั้นๆ และเลิกใช้ไปเมื่อสงครามจบลง (ขอบคุณบร๊ะเจ้าโจ๊ก)
อย่าง
ไรก็ดี หลังสงครามจบ จอมพลป.ก็กลับมีอำนาจอีกระยะหนึ่ง
และในยุคนั้นเองก็ได้มีการนำเข้าแนวคิดเรื่องการสอนภาษาเด็กวัยต้นแบบใหม่
ชุด Dick and Jane (คนละคนกับหนังของจิม แคร์รี่ นะครับ)
ตามชื่อตัวละครเด็กชาย-หญิงในเรื่อง โดยบริษัท Scot Foresman and Company
ของสหรัฐ จุดเด่นในแบบเรียนฝรั่งชุดนี้ ก็คือภาพประกอบสี่สีที่สวยงาม
การสอนเด็กโดยให้เด็กเรียนและจำคำศัพท์ใหม่เป็นคำๆ
และค่อยๆเพิ่มคำศัพท์ขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งได้ผลดีมากในต่างประเทศ
แนวคิดนี้ถูกรับมาใช้โดยอธิบดีกรมวิชาการยุคนั้น
(ขอไม่เอ่ยชื่อเดี๋ยวโดนลูกหลานท่านฟ้อง) ซึ่งเป็นคนหนุ่มหัวนอก
และได้มีการผลิตหนังสือเรียนเบื้องต้นออกมาในแนวคิดนี้ คือ
แบบสอนอ่านเบื้องต้น หรือเป็นที่จดจำในชื่อ "ไก่จิกเด็ก เด็กกระโดด"
นอกจากนี้ก็มีชุดหนังสืออ่านเสริมติดตามมาเป็นขบวน บ้างก็ขาวดำ
บ้างก็สอดสี
โดยฝีมือวาดภาพประกอบของกลุ่มนักวาดชั้นนำในยุคนั้นคือบริษัทประชาช่าง
อาทิเช่น นกกางเขน ดอกรักสัตว์แสนรู้ เที่ยวรถไฟ อุดมเด็กดี ฯลฯ
ทั้งยังมีแบบเรียนเลียนแบบ Dick & Jane อย่าง "เด็กชายปัญญา
เด็กหญิงเรณู" หรือ "สุดากับคาวี"
ล้วนเป็นแบบเรียนในดวงใจของนักเรียนรุ่นเก่าและนักสะสมแบบเรียนเก่าทั้งสิ้น
แต่
แนวคิดนี้ก็แฝงปัญหา
มีการปะทะความคิดกันอย่างรุนแรงระหว่างครูผู้สอนที่ยึดแนวการสอนแบบเก่าและ
อธิบดีด็อกเตอร์หนุ่ม คุณอเนก นาวิกมูล ผู้เขียนหนังสือ "แบบเรียนแสนรัก"
ได้เปรยไว้ในหนังสือของท่านว่า "น่าแปลกที่คนที่มากความสามารถอย่างท่าน
หลังจากยุคจอมพลป.ก็หายจากวงการไปเลย" แต่ผมว่าไม่แปลก
เพราะจากคำบอกเล่าของคนร่วมสมัยอย่างคุณแม่ผมก็คือ
"พวกครูโห่ไล่กันในที่ประชุมสัมนา"
ซึ่งถ้าขนาดบรรดาครูๆโห่ไล่อธิบดีกรมวิชาการในยุคหนึ่ง
เรื่องมันก็คงไม่ธรรมดานัก (ท่านคงแร๊~ง!)
น่าเศร้าที่แนวคิดนี้
ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างคึกคักโดยนักวิชาการหัวนอกในยุค
"คิดใหม่ทำใหม่" และได้สร้างปัญหายาวนานต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
ส่วนปัญหาจะเป็นเช่นไรนั้น มาดูกัน...
จำศัพท์ทีละนิด แนวคิดที่เป็นปัญหา
ภาษา
แต่ละภาษานั้น มีความแตกต่างกันมาก มีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน
หากจะรับจุดเด่น ก็ต้องเตรียมรับมือกับจุดด้อย อาทิเช่น ภาษาจีน
มีตัวอักษรภาพที่สามารถทำให้คนที่พูดภาษาถิ่นต่างกัน เช่นฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว
จีนแคะ จีนกลาง หรือแม้แต่คนญี่ปุ่น หรือเกาหลี (ยุคเก่า)
สามารถสื่อสารกันเข้าใจผ่านตัวหนังสือได้ แต่นั่นแหละ คนจีนหรือคนญี่ปุ่น
ก็จะต้องอุทิศเวลาตั้งแต่ประถมต้นไปจนถึงมัธยมปลายเพื่อเรียนรู้ตัวอักษรนับ
พันนับหมื่นตัวในภาษาของตัวเอง
ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยมาตรฐานนั้นมี
ความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นภาษา "ลูกผสม"
ในภาษาอังกฤษนั้นมีทั้งศัพท์ที่มาจากภาษาจูทส์ เคลต์ นอร์ดิก แองเกิล
โรมัน ยิ่งเป็นอังกฤษอเมริกันด้วยยิ่งรวมภาษาแปลกๆทั้งพวกเยอรมัน สวีดิช
ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ฯลฯ
จึงก่อให้เกิดปัญหาสำคัญก็คือนอกจากคำศัพท์ที่รับมามั่วซั่วจากหลายภาษา
สิ่งที่ติดมาก็คือระบบการสะกดคำ การออกเสียงที่หลายมาตรฐานจนไร้มาตรฐาน
แถมมักจะเป็นกับคำศัพท์เบื้องต้นในชีวิตประจำวัน อาทิ คำว่า cow – อ่านว่า
คาว, แต่ know - ดันอ่านว่าโนว์ หรือ Roe – อ่านว่า โร (ไข่ปลา) แต่ Shoe
ดันอ่านว่า ชู เป็นต้น แต่คำศัพท์ระดับสูงๆ ปัญหานี้จะน้อยลง
เพราะส่วนใหญ่มาจากภาษาลาตินซึ่งมีระบบสะกดคำได้มาตรฐานกว่า
การให้เด็กวัยประถมท่องศัพท์เป็นคำๆไป
จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์สำหรับภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ดี
สำหรับภาษาไทยที่เป็นภาษาลูกผสมร้อยพ่อพันแม่เช่นกัน เรามีทั้งคำไทย-ลาว
(ไทยบริสุทธิ์) คำยืมมหาศาลที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาขอม (จมูก –
จรมูก) ภาษาพม่า มอญ ภาษาจีนแต้จิ๋ว ภาษายุโรปตะวันตก ฯลฯ
แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากภาษาอังกฤษก็คือ
"นักปราชญ์ทางภาษารุ่นก่อนของเราได้พัฒนาระบบการถอดเสียงที่เป็นหนึ่งในระบบ
ถอดเสียงที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลกเท่าที่เคยสัมผัสมา"
(ลองเทียบกับระบบถอดเสียงภาษาจีน "โถโลโปตี= ทวาราวดี" หรือญี่ปุ่น
"มา-คุ-โด-นา-ลุ-โดะ = แม็คโดนัลด์" ดู หรือให้ฝรั่งลองถอดเสียงคำว่า
"ใครขายไข่ไก่ = คาย-คาย-คาย-คาย" เป็นภาษาอังกฤษเทียบกันดูก็ได้)
เครื่องมือสารพัดนึกที่ถูกละทิ้ง
เรามี
สระ 22 ตัว วรรณยุกต์อีก 5 เสียง และพยัญชนะอีก 44
ตัวที่บรรพบุรุษท่านคิดมาให้เพื่อใช้รับมือกับคำยืมภาษาต่างประเทศทั้งหลาย
มีกระทั่งตัวอักษรเผื่อไว้สำหรับคำที่เราออกเสียงไม่ได้ อาทิ ส ศ ษ , ฑ ฒ
ธ, ฉ, ช, ฌ เอาไว้รับมือกับเสียงแปลกๆอย่างพวก th, z, sh ฯลฯ
มีตัวการันต์ไว้สำหรับเสียง r
ระหว่างพยางค์และเสียงผสมอื่นๆที่เราออกเสียงไม่ได้
...แต่ระบบการศึกษาของเรากลับโยนเครื่องมือล้ำค่าเหล่านี้ทิ้ง...เพื่อเรียน
ศัพท์เป็นคำๆ!? โดยคำกล่าวอ้างของนักการศึกษาในยุคโน้นว่า "กา ก่า ก้า ก๊า
ก๋า – มีแต่คำว่ากาที่มีความหมาย
คำอื่นๆที่ไม่มีความหมายคุณจะไปสอนมันทำไม"
(จากการให้ปากคำของคุณแม่ผมเอง)
และคิดว่าข้ออ้างของนักการศึกษายุคใหม่คงไม่ต่างกันนัก
(แล้วเด็กจะสะกดคำว่า "ผีกาก้า" ถูกเหรอ?)
ในอดีต
เพื่อให้ได้เครื่องมือแสนวิเศษนี้มา
เราก็ต้องเจอกับระบบการผันเสียงวรรณยุกต์ที่ค่อนข้างซับซ้อน อาทิ อักษร
สูง กลาง ต่ำ คำเป็น คำตาย ซึ่งมีการผันวรรณยุกต์ต่างกันออกไป
ดังนั้นพึงเข้าใจว่าระบบอักษรไทยนั้น ไม่ได้เป็นแค่ระบบ Alphabet
เฉยๆเท่านั้น แต่มันเป็นระบบการถอดเสียงสมบูรณ์แบบ
ซึ่งนักเรียนปฐมวัยในยุคเก่าต้องใช้เวลา 2
ปีเต็มๆในการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจและใช้ได้อย่างแคล่วคล่อง
ทำให้เราสามารถรับมือกับคำศัพท์ คำยืมจำนวนมหาศาลในภาษาไทยได้
หรือแม้แต่การรับมือกับศัพท์ภาษาต่างประเทศใหม่ๆที่เข้ามาในภาษาได้อย่างไม่
เคอะเขิน แถมยังเป็นพื้นฐานให้แต่งกลอนที่มีทั้งสัมผัสนอก สัมผัสใน
สัมผัสสระ สัมผัสอักษรอย่างแม่นยำได้อีก
ในอดีตนักเรียนจะเขียนผิดกันเฉพาะคำยากๆ มีตัวสะกดการันต์
แต่นักเรียนปฐมวัยยุคใหม่ ในการศึกษาแผนใหม่
ถ้าเจอคำที่ไม่เคยเห็นก็จะอ่านไม่ออก
ให้เขียนคำที่ไม่เคยรู้ก็จะสะกดไม่ถูก!!
ลองสังเกตคำผิดในบอร์ดนี้ดูก็แล้วกัน
แล้วเราจะทำอย่างไร!?
เมื่อถามพี่ชายของผู้เขียนซึ่งเป็นครูประถม เขาบอกว่า
"ผมก็จนปัญญาเหมือนกันว่ะ ท่าน"
(พี่น้องคู่นี้คุยกันค่อนข้างจะโอตาคุแบบนี้แหละครับ)
กรุ้มใจไม่มีร.เรือ...เสียงควบกล้ำ อันตรายที่ถูกมองข้าม
คน
ไทยนั้นผสมผสานกันหลายชาติพันธุ์ ต่างก็ใช้ภาษาถิ่นที่แตกต่างกันออกไป
ภาษาไทยมาตรฐานที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น เรียกว่าภาษาไทยสยาม
ซึ่งเป็นลูกผสมปนเปสารพัดภาษาโดยมีอิทธิพลสำเนียงวรรณยุกต์จีนแต้จิ๋วเข้ามา
ปน ศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ
และจะคลายเหน่อแต้จิ๋วกลายเป็นเหน่อไทยแท้ออกไปเรื่อยๆเมื่อห่างจากกรุงออก
ไป
อย่างไรก็ดี
เรามีคนที่ใช้ภาษาถิ่นอื่นๆที่มีลักษณะทางภาษาแตกต่างกันอยู่ร่วมสังคม
อย่างเช่นไทยเชื้อสายจีน ไทยเหนือ ไทยอีสานที่ใช้ภาษาไทยลาว
ซึ่งเป็นภาษาไทยบริสุทธิ์ ภาษาเหล่านี้ไม่มีหน่วยเสียงสำคัญคือ "ร-เรือ"
ใน
การศึกษาระบบเก่าซึ่งเน้นการผสมคำ การออกเสียง
เด็กที่ไม่คุ้นเคยกับหน่วยเสียงมาตรฐาน จะได้รับการฝึกออกเสียง
และปัญหาเหล่านี้จะถูกขจัดไปในระดับประถมต้น
ทั้งในส่วนราชการเองก็ให้ความสำคัญเรื่องการพูดที่ถูกต้องในที่สาธารณะ
ผู้มีอาชีพพิธีกร โฆษก นักพากย์ นักอ่านข่าว ฯลฯ
จะต้องสอบการออกเสียงให้ถูกต้อง โดยเฉพาะร-เรือ ล-ลิง และคำควบกล้ำ
มิฉะนั้นจะสอบไม่ผ่าน เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างผิดๆ
แต่ในปัจจุบัน
ไม่เพียงแต่ระบบสอนภาษาในโรงเรียนจะละเลยการสอนสะกดคำ
ซึ่งรวมถึงการออกเสียงควบกล้ำเท่านั้น
วงการสื่อสารมวลชนต่างๆก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ คนสื่อฯ
จำนวนมากที่ออกเสียงร-เรือ ล-ลิง ไม่ถูกต้องออกวิทยุ ทีวีกันให้เกร่อ
จนมองกันว่าการออกเสียงร-เรือ ล-ลิง หรือควบกล้ำไม่ได้ "ไม่ใช่ปัญหา"
คำพ้องเสียงขนานใหญ่ มหันตภัยใต้น้ำ
นัก
เรียนภาษาญี่ปุ่นมือใหม่ๆคงรู้สึกขนลุก เมื่อจิ้มดิกฯ ไฟฟ้าคำศัพท์คำหนึ่ง
แล้วมีศัพท์คันจิที่ออกเสียงเหมือนกันโผล่พรึ่บออกมาร่วมสามสิบสี่สิบตัว
บางคนถึงกับถอดใจเลิกเรียนไปก็มี
หลังจากที่ผู้เขียนเริ่มสนใจหันมา
เรียนภาษาจีน ก็พบกว่าสาเหตุที่เกิดคำพ้องเสียงมากมายขนาดนี้
เพราะคนญี่ปุ่นมีหน่วยเสียงในภาษาจำกัด อีกทั้งไม่มีวรรณยุกต์
เวลาที่เรียนคำศัพท์จีนใหม่ๆ
จึงต้องยุบเสียงที่ใกล้เคียงกันเข้าเป็นเสียงเดียวกัน อาทิ เจีย = บ้าน –
ญี่ปุ่น = คะ, ฮว่า – ดอกไม้ – ญี่ปุ่น = คะ, หัว – ไฟ - ญี่ปุ่น = คะ ฯลฯ
คำศัพท์พ้องเสียงในภาษาญี่ปุ่นจึงมหาศาลดังที่กล่าวมา
ในภาษาเกาหลี
ยุคใหม่ก็เริ่มเผชิญปัญหาเดียวกัน ตอนที่ผู้เขียนเรียนภาษาเกาหลีนั้น
พบว่าคนเกาหลีรุ่นใหม่แม้แต่อาจารย์ที่สอนเองก็แยะแยะการออกเสียงสระ เ-อ
กับสระ แ-อ ออกจากกันไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือคำศัพท์ที่ใช้สระแ-อ
ก็จะถูกยุบรวมเข้าเป็นเสียงสระ เ-อ ในภาษาพูด แต่เขียนต่างกัน
ซึ่งเป็นเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับผู้เรียนภาษาในอนาคตอย่างแน่นอน
ร-เรือ หายไปไหน ก็แล้วใครจะช่วยตามหา
ร-เรือ
นั้นเป็นหน่วยเสียงหลักเสียงหนึ่งในภาษา
มีคำศัพท์มากมายทั้งศัพท์ระดับสูงถึงระดับทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน
หากเราออกเสียงร.เรือเป็นล.ลิง แล้วเราจะ "บอกลัก" กันได้อย่างไร
ที่
สำคัญไปกว่านั้น ร-เรือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในหน่วยเสียงควบกล้ำ
ซึ่งมีคำศัพท์อยู่เป็นจำนวนมากมายในภาษาไทย การออกเสียงร. – ล. ไม่ได้
ก็เท่ากับออกเสียงควบกล้ำไม่ได้ไปโดยปริยาย และตามธรรมชาติของภาษา
ที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากภาษาพูดก่อน เมื่อคนๆหนึ่งพูดคำว่า "กาย"
เราจะไม่รู้เลยว่าเขาหมายถึง "กาย" "กลาย" หรือ "กราย"
เท่ากับความเป็นไปได้ x 3 ต้องดูจาก Content ข้างเคียงเท่านั้น
ดัง
นั้นสิ่งที่เราจะพบเจอในอนาคตก็คือ คำพ้องเสียงจำนวนมหาศาล
และความเป็นไปได้ที่คำหนึ่งๆอาจจะเป็นคำพ้องเสียง
ซึ่งจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้เราในอนาคตอันใกล้นี้
และหลัง
จากนั้นมันก็จะลามไปสู่ภาษาเขียน ตัวอย่างคลาสสิคการเขียนผิดก็คือ 1.
ไม่รู้ว่ามีคำควบกล้ำ เลยไม่ใส่ตัวควบกล้ำ 2. รู้ว่ามีคำควบกล้ำ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นร.เรือหรือล.ลิง กันแน่ ก็เลยเขียนผิด 3. ไม่มีคำควบกล้ำ
แต่นึกว่ามี ก็เลยมีเมตตาจิตไปเติมให้
ยกตัวอย่างเช่น...
- ไกปืน ก็จะมีคนเขียนว่า "ไกลปืน" หรือ "ไกรปืน"
-
ช้างพลาย ก็จะถูกเขียนว่า "ช้างพราย" (ลนน้ำมันเลยดีมั้ย?) หรือ "ช้างพาย"
(อนาคตอาจจะมี "ช้างแจว", "ช้างกรรเชียง" และ "ช้างบานาน่าโบ้ท"
แต่ก็เป็นสปีซีส์ "ช้างน้ำ" เหมือนกัน อิๆ)
- ขี้เกียจ มีคนเขียนให้เห็นบ่อยๆว่า "ขี้เกลียด" ยังดีที่ยังไม่เคยเจอ "ขี้เกรียด"
- เครียด – เจอบ่อยๆที่มีคนเขียนว่า "เคลียด" แต่ไม่ค่อยเจอคำว่า "เคียด" (เพราะมีคำนี้อยู่แล้วในภาษาไทยอีสาน แปลว่าแค้น)
...ฯลฯ
หรือ
ถ้าคุณหมอสาวสวยเข้าไปในห้องคนไข้หนุ่มแล้วบอกว่า
"ดิฉันมารักษาอาการไข้ให้คุณ" แต่คนไข้ดันเข้าใจว่าคุณหมอหมายความว่า
"ดิฉันมารักษาอาการใคร่ให้คุณ" ...ก็คงจะงานเข้า?? (คำเตือน : แก๊กทะลึ่ง
ไม่ควรเอาไปยกตัวอย่างกับเด็กประถม)
ตอนนี้เราจะเห็นการผิดแบบนี้
กระเส็นกระสายในบอร์ด ตามสื่อ แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ และเริ่มเยอะขึ้นๆ
และไม่ต้องห่วง ภายใน10 ปี มันมาแน่...(ถ้าโลกไม่แตกตอนปี 2012 เสียก่อน)
*** นั่นก็คือโอกาสที่คนไทยจะเขียนผิด สะกดผิดคูณด้วย 3 ***
สแลงบ่แม่นแสลงเด๊...พี่น้อง!
เวลาพูดถึงภาษาวิบัติ หรือความเสื่อมของภาษา คำสแลงมักจะเป็นจำเลยอันดับต้นๆ แต่ขอบอกว่า "ภาษาไทยคงจะเหงาใจ หากไร้สแลง"
หลายๆ
คนคงจะไม่รู้ว่าสำนวนที่เราใช้กันเกร่ออยู่ในยุคนี้ ทั้งในสื่อ
ในชีวิตประจำวัน
จริงๆแล้วเป็นสแลงที่มาจากคำศัพท์เฉพาะวงการที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วง 50-60
ปีที่ผ่านมา โดยฝีมือของเหล่านักเขียนรุ่นปรมาจารย์ทั้งหลาย
ยกตัวอย่างเช่น
ย่าง
สามขุม, จนมุม – ศัพท์มวย; รุกฆาต , เข้าตาจน – หมากรุก; สู้ยิบตา
(จริงๆแล้วคือสู้เย็บตา) – ชนไก่; เต็มสตีม (คนชอบเขียนผิดเป็น เต็มสตรีม)
– รถจักรไอน้ำ; เข้าวิน – แข่งม้า; ของขึ้น, องค์ลง, ตรีทูต, – ไสยศาสตร์;
ม่องเท่ง/เท่งทึง – เสียงตะโพนปี่พาทย์มอญงานศพ; ไม่เต็มเต็ง – ค้าขาย
(เต็ง = ตาชั่งจีน), ฯลฯ
ดังนั้น หากภาษาไทยไร้สแลง
ก็จะจืดชืดจางสีไปทันที นักเขียน สื่อ
ก็อปปี้ไรเตอร์ก็จะปวดหัวเพราะไม่มีคำกระชับๆ แต่สื่อความหมายได้แรงๆ
ความรู้สึกสดๆ มาให้ใช้
นอกจากนี้ สแลง ก็คือการ Modify
ภาษาให้เข้ากับความต้องการของคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้ใช้ภาษา
แต่มันหลุดออกมานอกกลุ่ม มันจึงกลายเป็นสแลง
และถ้ามันได้รับการยอมรับโดยทั่วไป มันก็จะกลายเป็นศัพท์ปกติ คำอย่างเช่น
เจ๋ง แจ๋ว เฉียบ เก๋า เอ๊าะ เนียนฯลฯ
ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นสแลงมาแล้วทั้งสิ้น
แถมสแลงก็มีมานานแล้วด้วย
ถ้าใครลองไปอ่านพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน หรือจดหมายเหตุประพาสต้น ของล้นเกล้าฯ
ร.5 ก็จะเจอแสลงน่ารักๆอย่าง "กรุด" หรือ "โซด" (ไปหาคำแปลกันเอาเอง
ไม่อยากสปอยล์)
ดังนั้น...โปรดอย่าจับสแลงเป็นแพะเลยครับ ท่าน!
นักการศึกษารักษารากเหง้า นักเขียนอย่างเรา ผลิดอกออกใบ
ภาษา
มาตรฐานเป็นภาษาที่ถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นรากฐานให้กับภาษาย่อยอื่นๆ
และตามหลักทางภาษาศาสตร์แล้ว หน่วยเสียง
หน่วยไวยากรณ์นั้นมีความสำคัญที่สุด เปรียบเหมือนรากและลำต้นของต้นไม้
หากหักขาด บิดเบี้ยวไป ก็จะส่งผลกระทบถึงต้นไม้ทั้งต้น
ทว่าคำศัพท์
หรือลูกเล่นในการใช้ภาษานั้น เป็นเหมือนใบไม้ดอกไม้
ผลิออกมาแล้วก็ร่วงหล่นไป มีคำศัพท์ คำสแลงใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา
และที่ผ่านมา นักภาษาก็จะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิต จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องความถูกต้องของภาษา
และความสมบูรณ์ของการให้การศึกษาด้านภาษา ส่วนการสร้างสรรค์ให้สวยงาม
แปลกประหลาด โลดโผน เป็นสีสันนั้น เป็นการต่อยอดของนักเขียน นักแปล
นักประพันธ์ นักเลงภาษา หรือตัวผู้ใช้ภาษาเอง เพราะสิ่งนี้
ไม่มีให้ในแบบเรียนทั่วไป
น่าเศร้าที่ปัจจุบัน
เมื่อมีกระแสอนุรักษ์ภาษาขึ้นมาครั้งใด
เหล่าผู้พิทักษ์ภาษาทั้งหลายก็จะออกเริ่มยุทธการ "จับแพะ (ชนแกะ)"
โดยการหักก้าน รานกิ่ง ปลิดดอก เด็ดใบ’ ไม่ให้มันแตกยอดเสียทุกคราว
ทั้งๆที่ระบบศึกษาภาษาไทยมาตรฐานในความรับผิดชอบของตนนั้น "ต้นผุรากเน่า"
ใกล้จะโค่นเต็มทีแล้ว แต่กลับไม่มีใครใส่ใจเรื่องใกล้ตัว (T.T)
ภาษาไทยจึงเสื่อมและวิบัติไปเรื่อยๆตามวิถีของมัน หากผู้รับผิดชอบดูแล ยังมองข้ามปัญหาผิดฝาผิดตัวอยู่เช่นทุกวันนี้
...ขอบคุณที่อดทนอ่านจนจบครับ
หมายเหตุเพิ่มเติม:
-
การใช้ภาษาพูดในบทแปลนั้นเป็นสไตล์ของนักเขียนนักแปลแต่ละคน
และจากประสบการณ์ของผู้เขียน จากการอ่านการ์ตูนตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น
อ่านทั้ง การ์ตูนเล่มละบาท ชัยพฤกษ์การ์ตูน, หนูจ๋า, เบบี้, ขายหัวเราะ
ตลอดจนต้นฉบับภาษาอังกฤษของการ์ตูนฝรั่งเริ่มจาก บีทเทิล เบลี่, แด็กวู้ด
บัมสเต็ด, พีนัทส์, ตินติน, การ์ฟิลด์ ฯลฯ
ไปจนถึงการ์ตูนแอ็คชั่นสารพัดเรื่องของค่ายมาร์เวล ค่ายดีซี
และการ์ตูนญี่ปุ่นต้นฉบับ
ผู้เขียนไม่เคยเห็นการ์ตูนทั้งไทยและเทศเรื่องไหนเลยที่ใช้ภาษาเขียนในบท
พากย์ มีแต่ใช้ภาษาธรรมชาติหรือภาษาพูดกันทั้งนั้น
มีแต่การ์ตูนแปลภาษาญี่ปุ่นของเราเท่านั้นที่ดึงดันจะให้ใช้ภาษาเขียนกัน...
มันก็แปลกดีนะ!?
- เคยมีน้องคนหนึ่งบอกว่า "อาจารย์สอนว่าแปลบทพูด
ให้ใช้ภาษาเขียน คนอ่านจะไปแปลงในหัวเอง"
รบกวนแนะนำให้อาจารย์ของน้องไปอ่านบทพูดในนิยายภาษาต้นฉบับของสตีเฟน คิง
เจ้าพ่อนิยายสยองขวัญฝรั่งดูนะครับ รับรองว่าอาจารย์น้องจะน้ำลายฟูมปาก 5
5 5
- คำว่า "ฉัน" กับ "ชั้น" หรือ "หนวกหู" กับ "หนกขู" , "ว้าย"
กับ "วั้ย"
มันไม่ได้ร้ายกาจถึงกับทำให้ภาษาทั้งภาษาวิบัติอย่างที่บางคนตีโพยตีพายหรอก
ครับ แค่เพิ่ม variation ให้กับภาษา เรามีคำว่า ดิฉัน อิฉัน ดิชั้น อะฮั้น
เดี๊ยน แก กัน อั๊วะ ลื้อ ผม กระผม กระพ้ม ฉัน จ๋าน ฯลฯ
ตั้งเยอะแยะมากมายในนวนิยายไทย
อย่างมากที่สุดก็คือราชบัณฑิตสภาก็จะออกมารับรองให้ใช้ทั้งสองคำ แต่ระบุ
"คำที่ถูกต้อง" และ "คำที่ใช้ตามความนิยม" เช่นเดียวกับ "มุข" และ "มุก"
นั่นแหละ ระบบเขามีอยู่แล้ว อย่าลืมว่าคำศัพท์หนึ่งคำ
มันก็แค่ใบไม้หนึ่งใบ มีงอกใหม่ และก็มีร่วงหล่นตามธรรมชาติของมัน
แต่การเปลี่ยนแปลงหน่วยเสียงหรือหน่วยไวยากรณ์นั้น "สะเทือนทั้งต้น"
-
การใช้ภาษาแช็ต หรือภาษาบั่นทอนไอคิว
เป็นแค่สไตล์ของคนใช้ภาษากลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะ "ขัดหูขัดตา" คนอื่นๆ
แต่ไม่ได้ส่งผลอะไรถึงภาษาไทยมาตรฐาน ถ้าจะผิดพลาด ก็จะเป็นกรณีของการ
"ใช้ผิดกาละเทศะ" มากกว่า
***
ตราบใดที่เรายังมีการสอนภาษาไทยมาตรฐานในโรงเรียนที่เหมาะสมและเชื่อถือได้
เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวภาษาไทยเสื่อม หรือวิบัติ - ผู้เขียนเชื่อเช่นนั้น
***
ต่อจากนี้ขอเชิญถกเถียงแสดงความเห็นกันเองก็แล้วกัน
เพราะผู้เขียนไม่มีล็อกอิน และไม่มีเวลาจะมาตอบได้
ขอฝากกระทู้นี้ไว้ในอ้อมใจของทุกๆท่าน...ขอบคุณครับ ...
(ถ้าน้องๆ
นักเรียนนักศึกษาคนไหนที่สนใจประเด็นนี้และอยากเอาไปต่อยอดทำรายงานหรือ
วิทยานิพนธ์ ก็ยินดีให้ข้อมูลและแชร์ Materials
ติดต่อมาได้ที่กองบ.ก.ครับ)
ที่มา http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8578776/A8578776.html

)
ได้อะไรๆเยอะแยะเลยค่ะ
แบบเรียนสมัยก่อนนี่ดูจะเข้มข้นน่าดู
ตอนเด็กๆคุณแม่เคยซื้อดรุณศึกษามาให้อ่านเหมือนกันค่ะ (ตอนนี้เิพิ่งม.6เอง)
เรื่องควบกล้ำ ร ล ส่วนตัวไม่มีปัญหา แต่เห็นเพื่อนมีปัญหาเยอะมาก~ ลิ้นแข็ง พูดไม่ได้ พอถามว่าทำไมพูดไม่ได้.. เค้าก็บอกว่า ตอนอนุบาลครูไม่ค่อยเน้น ตอนประถมถ้าพูดไม่ได้ครูก็ดุ
แต่ของวิกเนี่ย ถึงอยู่รร.ครูจะไม่ว่ามากเรื่อง ร ล แต่อยู่บ้านแล้วถ้าพูดไม่ชัดจะโดนย่าดุค่ะ (ต้องขอบคุณคุณย่า)
เรื่องการสะกดคำไม่ถูกก็เคยเห็นค่ะ บางคำเห็นเพื่อนเขียนแล้วนึกในใจว่าแกจบประถมมาได้ไงวะ (เอ่อ.. เค้าเขียนว่า "ขี้เกลียด" แบบที่ยกตัวอย่างมาเลยค่ะ T_T) แต่ว่าตัวเองก็มีสะกดผิดบ้างอะไรบ้างเหมือนกัน แหะๆ
ภาษาวิบัติ/ภาษาแช็ต ก็แล้วแต่โอกาส ถ้าเจอคนแปลกหน้าในเอ็มจะงัดมาใช้นิดหน่อย พอให้ฝ่ายนู้นกล้าคุยต่อ 5555
แจกดาว~
#1 By HeDw!g on 2009-11-23 13:06